หาให้ว่าควรขายอะไร · เขียนให้จนจบ · แล้วขายโดยไม่ต้องออกหน้า

ผมหาให้ว่าคุณควรขายอะไร
แล้วเขียนให้จนพร้อมขาย

ไม่ว่าคุณจะยังนึกไม่ออกว่าตัวเองมีอะไรขายได้ หรือมีเยอะจนเลือกไม่ถูก เราเริ่มจากที่เดียวกัน คือหาให้เจอก่อนว่าอะไรที่คนยอมจ่าย

ผมเจอคนเก่งมากๆ ที่ติดอยู่ตรงเดียวกันเยอะมาก

กลุ่มที่เจอบ่อยที่สุดคือคนที่บอกว่า “ไม่รู้จะทำอะไรขายดี”

ซึ่งเกือบทุกครั้ง ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีของ
แต่แปลว่าเขากำลังหาผิดที่

เพราะคำถามที่เราถามตัวเองคือ “ฉันมีอะไรที่พอจะขายได้บ้าง”
ซึ่งถามเท่าไหร่ก็ตันครับ

คำถามที่พาไปเจอของจริงคือ “คนรอบตัวเรากำลังติดอะไรกันอยู่”

อีกกลุ่มคือคนที่เรียนมาเยอะมาก รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่ยังไม่ได้เริ่มสักที

กับอีกกลุ่มที่เริ่มไปแล้ว ลงแรงจนเสร็จ แต่ขายไม่ออก

สามอย่างนี้ดูเหมือนคนละปัญหา แต่ตกที่เดียวกันครับ
คือยังไม่ได้เช็กก่อนว่าของแบบนี้มีคนจ่ายจริงไหม

และเกือบทุกครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนผลลัพธ์ไม่ใช่การเขียนให้ดีขึ้น
แต่คือการหาให้เจอก่อนว่า ควรเขียนเรื่องอะไร และขายให้ใคร


หากคุณคือหนึ่งใน 3 กลุ่มนี้...

กลุ่ม A

เรียนมาเยอะ แต่ยังไม่ได้เริ่มสักที

ลงเรียนมาหลายคอร์ส อ่านมาเยอะ รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่พอถึงเวลาลงมือจริง กลับไม่รู้ว่าจะเอาอะไรออกมาขาย เลยค้างอยู่ตรงนั้นมาเป็นปี

กลุ่ม B

มีของในหัวเยอะ แต่ไม่รู้จะหยิบอันไหนมาขาย

รับงาน รับที่ปรึกษา แก้ปัญหาให้คนมานับไม่ถ้วน แต่พอจะทำของขายเอง กลับคิดไม่ออกว่าจะเริ่มตรงไหน หรือคิดออกหลายอัน แล้วเลือกไม่ได้สักอัน เลยยังไม่ได้เริ่มสักที

กลุ่ม C

เริ่มไปแล้ว แต่ขายไม่ออก

ทำคอร์สเสร็จ ทำ e-book เสร็จ ลงแรงไปเยอะ แต่ยอดนิ่ง หรือยังไม่ได้เริ่มขายเลยเพราะไม่รู้จะเริ่มตรงไหน และไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ตัวสินค้า ที่ราคา หรือที่วิธีเล่า

ไม่ใช่คุณไม่เก่งนะ

สามกลุ่มนี้ติดเรื่องเดียวกัน คือ มีของอยู่ในมือแล้ว แต่ยังไม่ถูกแปลงเป็นเงิน

ที่น่าเสียดายคือ ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดเพราะความรู้ไม่พอ แต่ติดเพราะมองของตัวเองไม่ออก หรือมองออกแต่เลือกไม่ถูก


Short Book คืออะไร

เผื่อยังไม่เคยได้ยินคำนี้ ผมอธิบายสั้นๆ ก่อนครับ

เล่มสั้น ประมาณ 30-60 หน้าอ่านจบได้ในชั่วโมงเดียว ไม่ต้องแบ่งอ่านหลายวัน
แก้ปัญหาเดียว ให้คนกลุ่มเดียวไม่ครอบจักรวาล เพราะยิ่งครอบ ยิ่งไม่มีใครรู้สึกว่าเขียนถึงตัวเอง
ท้ายเล่มมี 2 ทางเลือกทางที่หนึ่งเขาเอาไปทำเองต่อ ทางที่สองเขาเดินกลับมาหาคุณ
ไม่ใช่คอร์ส และไม่ใช่ของแจกฟรีเพื่อเก็บรายชื่อมันคือของที่ขายได้จริง และคนที่จ่ายเงินซื้อ คือคนที่พร้อมจ่ายให้คุณอีก

แต่ขนาดกับรูปแบบไม่ใช่เรื่องยาก

เรื่องยากคือ เล่มแบบไหนที่คนยอมจ่าย ทั้งที่ข้อมูลมีให้อ่านฟรีเต็มอินเทอร์เน็ต

เล่มที่ขายง่าย วัดได้ 2 ข้อ และต้องตอบเป็นภาพให้ได้

1 · ประหยัดเวลาให้เขาได้เท่าไหร่
สิ่งที่เขาต้องไปนั่งลองผิดลองถูกเองเป็นเดือน อ่านเล่มนี้จบแล้วข้ามไปได้เลย

2 · ดีกว่าของฟรีตรงไหน
ของฟรีมีเยอะก็จริง แต่กระจัดกระจาย และไม่มีใครบอกว่าให้ทำอะไรก่อนหลัง เล่มของคุณเรียงมาให้แล้ว ตัดของที่ไม่ต้องใช้ออกแล้ว อันนี้แหละที่หาฟรีไม่ได้

ถ้าสองข้อนี้ตอบเป็นภาพชัดๆ ไม่ได้ เล่มนั้นจะขายยากมาก ไม่ว่าเขียนดีแค่ไหน

และคำตอบของสองข้อนี้ ไม่ได้มาจากการนั่งคิดเอง มันมาจากการไปดูว่าตลาดจ่ายให้เรื่องแบบไหนอยู่แล้วบ้าง ซึ่งคือสิ่งที่เราจะทำกันก่อนลงมือเขียน


ขั้นที่คนส่วนใหญ่ข้ามไป

ลองสังเกตดู เวลาคนจะทำของขาย ลำดับมักเป็นแบบนี้

คิดว่าอยากทำอะไร → ทำเลย → เสร็จแล้วค่อยหาว่าจะขายใคร

ทำแบบนี้ไม่ผิดอะไร และเป็นวิธีที่เกือบทุกคนใช้

แต่นี่แหละคือเหตุผลที่ของดีๆ ขายไม่ออกเต็มไปหมด

เพราะกว่าจะรู้ว่าไม่มีคนซื้อ ก็ลงแรงไปหมดแล้ว

ในตลาดที่เขาไปไกลกว่าเรา คนที่ทำของแบบนี้จริงจังจะไม่เริ่มจากคำถามว่า “อยากทำอะไร”

เขาเริ่มจากคำถามว่า “ของแบบนี้ควรมีอยู่ไหม” แล้วเช็กให้ผ่านก่อน ค่อยลงมือ

และในไทยยังแทบไม่มีใครทำขั้นนี้

ผมเรียกการเช็กนั้นว่า “เช็ก 3 ชั้น” เดี๋ยวเล่าให้ฟังข้างล่างว่าแต่ละชั้นคืออะไร

ของที่ผ่าน 3 ชั้นมาแล้ว ต่างจากของทั่วไป 2 อย่าง

1 · ขายง่ายกว่าและเร็วกว่า
เพราะมันไปตอบสิ่งที่คนกำลังเจ็บอยู่จริง ไม่ต้องใช้คำโฆษณาหนักๆ มาช่วยดัน

2 · ต่อยอดได้ทันที ไม่ต้องรอ
ถ้าวางไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะพาคนไปไหนต่อ คนที่ซื้อของชิ้นแรกจะเดินมาคุยเรื่อง coaching หรือที่ปรึกษาเอง โดยที่คุณไม่ต้องไล่ตาม

ข้อสองนี่แหละที่คนมองข้ามบ่อยที่สุด

ของชิ้นเล็กไม่ได้มีไว้ทำเงินก้อนโต มันมีไว้หาคนที่ใช่ให้เจอ แล้วของที่ทำเงินจริงคือสิ่งที่ตามมาทีหลัง


สิ่งที่คุณจะถืออยู่ในมือตอนจบ

จบจากตรงนี้ คุณกำลังมี 4 อย่างที่ตอนนี้ยังไม่มี

1
คำตอบว่า “ของที่ควรขายคืออะไร ขายให้ใคร”ชัดจนอธิบายให้คนอื่นฟังได้ใน 2 ประโยค
2
Short Book ที่เขียนเสร็จแล้ว พร้อมขายไม่ใช่โครง ไม่ใช่ร่าง ไม่ใช่การบ้านที่ต้องไปทำต่อ
3
หน้าขายที่คุณทำเองได้และทำใหม่ได้อีกกี่ครั้งก็ได้ โดยไม่ต้องจ้างใคร
4
บันไดขายต่อที่วางไว้แล้วรู้ว่าคนที่ซื้อของชิ้นแรกควรถูกชวนไปไหนต่อ ราคาเท่าไหร่ และคุณจะเสนอมันตอนไหน

และสิ่งที่หายไป

คุณจะเลิกถามตัวเองว่า “เอ๊ะ อันนี้ขายได้ไหมนะ”
เพราะคุณจะรู้เหตุผลว่าทำไมมันขายได้ ไม่ใช่แค่หวังว่ามันจะขายได้


เคสจาก Zoom วินิจฉัย

ปกปิดชื่อและรายละเอียดที่ระบุตัวได้ เก็บไว้เฉพาะสิ่งที่เอาไปใช้ต่อได้ และผมจะไม่เล่าเกินจริง เคสนี้เพิ่งทำของเสร็จ ยังไม่ใช่เรื่องของยอดขาย

เขาเดินเข้ามาด้วยคำว่า “อยากทำเรื่องพัฒนาตัวเอง”

แค่นั้นเลยครับ ไม่มีรายละเอียดมากกว่านี้

ซึ่งไม่ใช่ความผิดของเขา เพราะเวลาเราสนใจเรื่องอะไรมากๆ เรามักพูดมันออกมาเป็นคำกว้างๆ โดยไม่รู้ตัว

ลองเอามาไล่กับเกณฑ์ 3 ชั้นดู

“อยากทำเรื่องพัฒนาตัวเอง”
1 · เป็นปัญหาจริงไหมกว้างจนไม่รู้ว่าใครกำลังเจ็บอยู่
2 · มีจังหวะที่ต้องแก้ตอนนี้ไหมไม่มี เลื่อนไปทั้งชีวิตก็ได้
3 · มีสัญญาณว่าตลาดจ่ายไหมมีของฟรีเต็มไปหมด

ไม่ผ่านสักชั้น

แล้วเราก็คุยกันต่อ

ผมไม่ได้ถามว่า “อยากขายอะไร” เพราะถามไปก็ได้คำตอบเดิม

ผมถามว่า เวลาเขาไปเจอคนที่อยากพัฒนาตัวเอง คนพวกนั้นติดอะไรกันบ้าง

คุยไปสักพัก มีประโยคหนึ่งหลุดออกมา

“คนไปทำแบบทดสอบหาจุดแข็งกันเยอะมาก แต่ได้ผลมาแล้วก็วางไว้เฉยๆ”

ตรงนั้นแหละครับ

ไม่ใช่ไอเดีย ไม่ใช่คำตอบ เป็นแค่ร่องรอยว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังค้างอยู่ตรงกลาง

ลองไล่ใหม่กับร่องรอยนี้

“ทำแบบทดสอบแล้ว แต่แปลผลไม่เป็น”
1 · เป็นปัญหาจริงไหมเจ็บจริง เพราะจ่ายไปแล้ว แต่ไม่ได้อะไรกลับมา
2 · มีจังหวะที่ต้องแก้ตอนนี้ไหมมี ตอนที่เพิ่งได้ผลมาในมือ ยังรู้สึกค้างอยู่
3 · มีสัญญาณว่าตลาดจ่ายไหมมี เพราะเขาจ่ายค่าทดสอบมาแล้วก่อนหน้านี้

แล้วเขาต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ไหม

ไม่ต้องครับ และเขาก็ไม่ได้เป็น

เขาไม่ได้เป็นเจ้าของทฤษฎีไหน ไม่ได้คิดแบบทดสอบอะไรขึ้นมาเอง

สิ่งที่เขาทำคือ ไปไล่อ่านของที่มีอยู่แล้วหลายสำนัก แล้วกลั่นออกมาเป็นขั้นตอนที่คนอ่านทำตามได้จริง โดยเขียนกำกับไว้ทุกหน้าว่าอันนี้มาจากไหน

เขาไม่ได้ขายว่าตัวเองเก่ง
เขาขายแรงที่ลงไปไล่ข้อมูลแทนคนอ่าน

และนั่นตอบคำถามที่ยากที่สุดพอดี คือ ดีกว่าของฟรีตรงไหน

ของฟรีมีเยอะมากก็จริง แต่กระจัดกระจายอยู่คนละที่ ไม่มีใครเรียงให้ ไม่มีใครบอกว่าให้ทำอะไรก่อนหลัง และไม่มีใครบอกว่าอันไหนเชื่อได้

พอมีคนไล่มาให้หมดแล้ว สิ่งที่เขาซื้อคือเวลาที่ไม่ต้องเสียไปกับการหาเอง

ตอนนี้เขามีอะไรอยู่ในมือ

ผมบอกตรงๆ ว่าถ้าเจอของแบบนี้ตอนที่ผมเพิ่งเริ่ม ผมก็ซื้อครับ ราคาระดับนั้นแทบไม่ต้องคิด

สิ่งที่เปลี่ยนจริงๆ มีอย่างเดียว

ไม่ใช่ความรู้ เขามีอยู่แล้ว

ไม่ใช่ความขยัน เขาขยันอยู่แล้ว

สิ่งที่เปลี่ยนคือ เขาเลิกพยายามขายเรื่องที่ตัวเองสนใจ แล้วหันมาขายปัญหาที่คนกำลังค้างอยู่จริง


“เช็ก 3 ชั้น” คืออะไร

เวลาของขายไม่ออก เรามักโทษสิ่งเดียว คำโฆษณาไม่ดี รูปไม่สวย ยังโปรโมทไม่พอ ราคายังไม่ใช่

ผมนั่งวินิจฉัยมาตั้งแต่ งานวิจัยพัฒนาอาหาร คลินิกทันตกรรม การดูแลผู้สูงอายุ งานฝีมือ ไปจนถึงการพรีเซนต์ในบริษัทข้ามชาติ

คนละวงการกันทั้งหมด แต่ของที่ขายไม่ออกมักตกที่เดียวกัน 3 จุด

1
เป็นปัญหาจริง ไม่ใช่แค่ “อยากได้”ของที่ขายง่ายคือของที่ไปหยุดความเจ็บ ไม่ใช่ของที่ฟังแล้วน่าสนใจดี · ถ้าไม่มีใครเจ็บ ก็ไม่มีใครรีบจ่าย
2
มีเหตุการณ์ที่บังคับให้ต้องแก้ตอนนี้ถ้าเลื่อนไปเดือนหน้าก็ได้ คนจะเลื่อนตลอดไป · ต้องรู้ว่าเขาจะนึกถึงของคุณตอนไหนของชีวิต
3
มีสัญญาณว่าตลาดจ่ายจริงไม่ใช่เดาเอาเอง แต่ไปดูตลาดที่เขาไปไกลกว่าเรา ว่าของแบบนี้มีคนจ่ายจริงไหม ราคาประมาณไหน และขายด้วยมุมอะไร
กฎ: ถ้าตกทั้ง 3 จุดพร้อมกัน → ต่อให้แก้คำโฆษณาก็ไม่พอ

แล้วในห้องเราจะทำแบบนี้ครับ

ผมเอาของที่คุณมี มาไล่ทีละชั้น ชั้นไหนผ่านแล้วเก็บไว้ ไม่ต้องแตะ ชั้นไหนยังไม่ผ่าน เราแก้ตรงนั้น

ที่เจอบ่อยที่สุดคือตกชั้นที่ 2 กับ 3 ซึ่งทั้งสองชั้นแก้ได้โดยไม่ต้องแตะตัวสินค้าเลย

สามชั้นนี้คือพื้นฐานที่ทุกเคสต้องผ่าน บางเคสมีเรื่องที่ต้องเช็กมากกว่านี้ ขึ้นกับว่าคุณขายอะไรและขายให้ใคร

ผมจะยังไม่เริ่มเขียนเล่มให้
จนกว่าของคุณจะผ่านอย่างน้อยสามชั้นนี้ก่อน

นี่คือเหตุผลที่หลายคนแก้เซลเพจซ้ำแล้วซ้ำอีก จ้างคนเขียนใหม่ ลองรูปใหม่ แล้วยอดยังไม่ขยับ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก

เราจะเริ่มจาก 3 ชั้นนี้ทุกครั้ง ก่อนจะแตะเรื่องทำของ
และตอนวาง ผมจะคิดเผื่อไว้ด้วยว่า คนที่ซื้อของชิ้นแรกแล้ว ควรถูกชวนไปไหนต่อ จะได้ไม่ต้องย้อนกลับมาคิดใหม่ทีหลัง


“แต่ผมไม่เหมือนคนอื่น...”

“ผมมีสินค้าอยู่แล้ว จะเข้าไปทำไมอีก”

ของที่มีอยู่แล้วคือวัตถุดิบชั้นดีที่สุด เพราะมันบอกได้ว่าอะไรไม่เวิร์ก เคสที่ 1 ข้างบนคือกลุ่มนี้เป๊ะ และเราไม่ได้รื้อของเธอทิ้งเลยสักชิ้น

“ผมไม่มีคนตาม ไม่มีเพจ ทำไปก็เท่านั้น”

เคสที่ 2 คนตามหลักร้อย จัดสัมมนาแล้วไม่มีคนมา สิ่งที่ต้องมีคือประสบการณ์จริง ไม่ใช่จำนวนคนตาม

“ผมไม่รู้เรื่องเทคนิคเลย”

ไม่ต้องรู้ โบนัสสองข้อพาทำตั้งแต่ศูนย์ ทั้งหน้าขายและโฆษณา

“เคยจ้างคนทำมาแล้ว ไม่เวิร์ก”

ส่วนใหญ่ที่จ้างมาคือจ้าง “ทำของ” ซึ่งข้ามขั้นวินิจฉัยไป ถ้าตอบไม่ได้ว่าขายให้ใคร ของที่ทำออกมาสวยแค่ไหนก็ยังขายไม่ออก

“ผมไม่มีเวลา”

เวลาที่คุณต้องใช้จริงๆ คือ 2 ชั่วโมง ที่เรานั่งคุยกัน ที่เหลือเป็นงานผม คุณแค่ดูแล้วบอกว่าตรงไหนยังไม่ใช่


ผมทำอะไรให้บ้าง

1
ตรวจเอาของที่คุณมีมาไล่ทีละชั้น หาว่าตกตรงไหน
2
แก้จนผ่านปรับมุม ปรับคนที่ขายให้ จนผ่านเกณฑ์ โดยไม่ต้องรื้อของ
3
เขียนให้จนจบผมเขียน Short Book ให้ พร้อมขายจริง แก้จนคุณพอใจ
4
วางบันไดขายต่อว่าเล่มนี้จะพาคนไปซื้ออะไรต่อ ราคาไหน เสนอตอนไหน

สิ่งที่คุณกำลังได้

1

Zoom วินิจฉัย 1 ต่อ 1

ถ้าคุณยังนึกไม่ออกว่าจะขายอะไร เราจะไล่จากสิ่งที่คุณทำอยู่ทุกวันก่อนเลย เพราะคำตอบมักอยู่ตรงนั้น แค่มันคุ้นจนคุณไม่ทันสังเกต แบบที่เกิดกับเคสข้างบน

ถ้าคุณมีของแล้วแต่ขายไม่ออก เราจะเอาของเดิม ตลาดเดิม มาหามุมขายใหม่ ไม่ต้องรื้อทิ้งแล้วเริ่มใหม่

และไม่ว่าคุณอยู่กลุ่มไหน ผมจะไล่ให้ครบว่า ของชิ้นเดียวของคุณ ขายได้กี่ทาง เริ่มจากทางที่ขยับได้เร็วที่สุดก่อน คือขายคนทั่วไปที่ตัดสินใจเองได้ แล้วค่อยดูว่ามีทางองค์กร หรือทางรับดูแลเป็นรายคน ต่อได้อีกไหม

และ 2 ชั่วโมงนั้นไม่ใช่เส้นตาย ในห้องเราคุยเพื่อดึงของออกมาให้หมด หลังจบผมเอาทั้งหมดไปไล่ต่อด้วยกระบวนการเดียวกับที่ผมใช้กับทุกเคส แล้วส่งกลับมาให้คุณดูก่อน ไม่ใช่ว่าหมดเวลาแล้วจบกัน

2

ผมเขียน Short Book ให้จนจบ พร้อมขาย

  • แก้ ปรับ จนคุณพอใจ
  • วาง 2 ทางเลือกท้ายเล่มให้ด้วย ทางที่หนึ่งเขาเอาไปทำเองต่อ ทางที่สองเขาเดินกลับมาหาคุณ
3

บันไดขายต่อ ที่วางไว้ตั้งแต่ก่อนเขียน

เล่มนี้ไม่ได้จบที่ตัวมันเอง

เราจะวางด้วยกันว่าคนที่อ่านจบแล้วประทับใจ เขาควรเดินไปซื้ออะไรต่อ ราคาเท่าไหร่ และคุณจะเสนอมันตอนไหน

ถ้าคุณรับ coaching หรือที่ปรึกษาได้อยู่แล้ว ตรงนี้คือส่วนที่ทำเงินจริง เล่มเป็นแค่ประตูบานแรก

4

หน้าขายที่คุณทำเองได้ โดยไม่ต้องรู้เรื่องเทคนิค

  • ดูผมทำจริงทีละขั้น
  • ได้ skill ที่ช่วยเขียนคำโฆษณาหน้าขายให้
  • ต่อด้วยเครื่องมือที่ทำหน้าเว็บออกมาจริง โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเลยสักบรรทัด
5

ขายได้ โดยไม่ต้องออกไปพูดกับใคร

ข้อนี้ผมใส่มาเพราะเจอบ่อยที่สุด คนไม่ได้กลัวทำของ แต่กลัวตอนต้องออกไปขาย

  • skill ช่วยคิดรูปและข้อความโฆษณาให้ทั้งชุด
  • skill พาตั้งค่าโฆษณาทีละขั้นตามสูตร แม้ไม่เคยยิงมาก่อน

ไม่ต้องออกกล้อง ไม่ต้องโพสต์ทุกวัน ไม่ต้องทักไปขายใครก่อน ให้หน้าขายกับโฆษณาทำหน้าที่นั้นแทน แล้วคุณค่อยคุยกับคนที่เขาสนใจมาเองแล้ว

6

โบนัส · 100k Blueprint

กลยุทธ์การทำเงินทั้งเส้น ตั้งแต่ของตัวแรกไปจนถึงของที่ทำเงินจริง อัปเดตล่าสุด



คนที่เคยเรียนวิธีคิดนี้กับผมบอกว่า

คำชมชุดนี้มาจากคลาส Micro Book / Mini Course ที่ผมสอน ไม่ใช่ลูกค้าที่ให้ผมทำให้
ผมเอามาให้ดูเพราะมันคือวิธีคิดชุดเดียวกับที่เราจะใช้ในห้อง Zoom
“เหมือนได้หาตัวเอง ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
มาลองนั่งคิดประสบการณ์ แล้วเรามองข้ามอะไรไปเยอะเลย”
คำชมจากผู้เรียน คำชมจากผู้เรียน คำชมจากผู้เรียน คำชมจากผู้เรียน

ราคา

ผ่อน 0% นาน 10 เดือน
฿690 / เดือน
รวม ฿6,900
เหมาะกับคนที่อยากเก็บเงินสดก้อนไว้ใช้ยิงโฆษณาตอนของเสร็จ
โอนเต็ม
฿6,500
จบทีเดียว ไม่มีอะไรผูกพัน

เริ่มเมื่อไหร่

สมัครแล้วนัดคุยได้ทันที ไม่ต้องรอรอบ

เราคุยกัน 2 ชั่วโมง จบในครั้งเดียว

จากนั้นผมลงมือทำต่อทันที และคุณจะได้เห็นร่างแรกก่อน ไม่ใช่รอเงียบจนเสร็จหมดแล้วค่อยเห็นทีเดียว

ถ้าออกมาแล้วยังไม่ใช่

ผมปรับให้จนกว่าคุณจะพอใจ

ไม่ใช่ส่งครั้งเดียวแล้วจบ ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่ายังไม่ใช่เสียงคุณ หรือยังไม่ตรงกับที่คุยกันไว้ บอกมาได้เลย ผมแก้ให้

ปรับได้ไม่จำกัดรอบ ภายในสิ่งที่เราตกลงกันไว้ตอนคุย

คิดอีกมุมหนึ่ง

ราคานี้ไม่ใช่ค่าจ้างทำของ

ลองคิดดู ถ้าคุณลงมือทำเองแล้วเลือกผิดตั้งแต่ต้น สิ่งที่เสียไม่ใช่เงินค่าทำของ แต่คือ เวลาอีกหลายเดือนกับของที่ขายไม่ออก บวกกับค่าโฆษณาที่ยิงไปกับของที่ยังไม่ควรยิง

เคสที่ 1 ปล่อยประตูที่เปิดรออยู่แล้วผ่านไป โดยไม่รู้ตัว

และของชิ้นเดียว บางทีมันไม่ได้มีประตูเดียวด้วยซ้ำ

คำถามไม่ใช่ว่าราคานี้แพงไหม
คำถามคือของแบบนั้น มีอยู่ในมือคุณกี่ชิ้นแล้วที่ยังไม่ได้เปิด

รอบนี้เปิด 5 ที่

ผมนั่งคุยเองทุกคน ครั้งละ 2 ชั่วโมง ไม่ได้ส่งต่อให้ใครทำแทน

เต็มแล้วผมปิดรับ

แล้วค่อยดูอีกทีว่าจะเปิดเพิ่มได้เมื่อไหร่

และผมขอบอกตรงๆ ไว้ก่อน

รอบต่อไปยังไม่มีกำหนด และเมื่อเปิดอีกครั้ง ราคาจะเป็น ฿9,900 เต็ม

ไม่ใช่การขู่ให้รีบ แต่เพราะของที่ให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากรอบก่อน และเวลาที่ผมนั่งเองต่อคนก็เท่าเดิม

ราคาจำนวน
รอบนี้฿6,500 (โอน) / ฿6,900 (ผ่อน)5 ที่
รอบต่อไป฿9,900 เต็มยังไม่มีกำหนด

ถ้าคุณเป็นแบบนี้ ยังไม่ต้องซื้อ

ผมอยากให้คุณได้ของที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ปิดการขาย

ยังไม่เคยลงทุนกับตัวเองเลยยังไม่เคยซื้อคอร์ส ไม่เคยจ่ายเพื่อเรียนอะไรจริงจัง ตัวนี้ยังไม่ใช่จังหวะของคุณ ไปสะสมของก่อนแล้วค่อยกลับมา
ยังไม่เคยแก้ปัญหาให้ใครจริงจังZoom วินิจฉัยจะไม่มีวัตถุดิบให้ขุด
อยากได้ระบบที่ทำเงินโดยไม่ต้องลงมือเลยผมเขียนเล่มให้ได้ แต่การขายยังต้องมีคุณอยู่ในนั้น
อยากได้ผลภายในสัปดาห์นี้ตัวนี้ไม่ใช่ทางลัด มันคือการวางฐานให้ถูกตั้งแต่แรก

ก่อนคุณปิดหน้านี้

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ แปลว่าคุณมีของอยู่จริง

คนที่ไม่มีของจะไม่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ เขาปิดไปตั้งแต่หัวข้อแรกแล้ว

สิ่งที่คุณขาดไม่ใช่ความสามารถ และไม่ใช่ความพยายาม คุณลงแรงมาเยอะกว่าคนส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

สิ่งที่ขาดคือคนนอกที่มองเข้ามาแล้วบอกได้ว่า ของชิ้นไหนควรขาย และขายให้ใคร

ซึ่งเป็นสิ่งที่คนที่อยู่ในเรื่องมานาน มองไม่เห็นด้วยตัวเองเกือบทุกคน

อีกสามเดือนข้างหน้า คุณจะยังถือของชิ้นเดิมที่ยังไม่ได้เปิดขาย หรือจะรู้แล้วว่ามันควรไปอยู่ในมือใคร

เลือกได้เลย

เริ่มยังไง

พิมพ์คำว่า “ทำให้” ทาง LINE

ผมยังไม่ได้ขออะไรมากกว่านั้น ไม่ต้องตัดสินใจตอนนี้
แค่ทักมา แล้วเราดูกันว่าเหมาะไหม

ถ้าไม่เหมาะ ผมจะบอกตรงๆ ครับ

👉 พิมพ์ “ทำให้” ทาง LINE